“”"”"นานมาแล้ว… ที่ใครๆ ก็รู้ว่า คนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเราจึงพบบทกลอนตามสถานที่ต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งห้องน้ำ ป้ายรถประจำทาง หรือฝาผนังตามอาคาร บางครั้งอ่านแล้วก็เพลินดี แต่บางทีก็สยดสยองอยู่เหมือนกัน จริงๆแล้ว คนเรานั้นต้องการใครสักคนคอยฟังเราระบายความรู้สึกบ้าง..จริงไหม เอาเป็นว่าถ้าใครอยากบ่น เรามาบ่นเป็นกลอนกันดีกว่าค่ะ …
……บทกวีเกิดได้จากใบหญ้า
จากท้องฟ้า..ดวงดาวอันพราวใส
จากสายธาร..เมฆหมอก…มวลดอกไม้
จากหัวใจสื่อนิยาม…ความซาบซึ้ง
มาเรียงร้อยถ้อยคำลำนำหวาน
เป็นกลอนกานท์สานใจให้เป็นหนึ่ง
เตือนรำลึกคืนวันอันตราตรึง
และสื่อถึงความฝันอันสวยงาม
การประพันธ์มิใช่..แค่ใจเพ้อ
ใช่เสนอความนัยอันไหวหวาม
ใช่ถ่ายทอดเรื่องราวกล่าวประณาม
ใช่เหยียดหยามผู้อื่นชื่นชมตน
จงร่วมสรรค์สังคมให้สมค่า
จงสรรหาแนวทางสร้างกุศล
จงสร้างเสียงภาษิตติดกมล
จงสร้างคนสร้างงานด้วยกานท์กลอน
มาเถิด…ตรงนี้มีความหมาย
จะช่วยคลายความผิดหวังทั้งเหนื่อยอ่อน
ลืมความทุกข์..ความเหงา..ความร้าวรอน
ให้บทกลอนปลอบรับ…ซับน้ำตา
……………….ภัททิกานันท์ มนเทียรทอง
….ง…..ในสมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่ อาจารย์สั่งงานให้แต่งกลอนแล้วนำเสนอหน้าชั้นเรียนที่ง่ายที่สุดก็เลยกลายเป็นกลอนบทนี้เพราะมันเหมาะกับวัย (สมัยนั้น) …ใช้ชื่อเรื่องว่า…..
…………………………………………….”"”"
……………………………………………..เหงา
“””””ฉันเหงาเกินกว่าใครในวันนี้
เกินกว่าที่เพียงอยากให้ใครสงสาร
มีแต่ความว่างเปล่าความร้าวราน
ความอ่อนหวานเป็นอย่างไรก็ไม่รู้
…………………………………และในสิทธิ์ที่ฉันนั้นมีได้
…………………………………คือร่ำไห้เมื่อท้อการต่อสู้
…………………………………มีเพียงจามจุรีที่ริมคู
…………………………………คอยเอนลู่โอบรับซับน้ำตา
ระสายลมอ่อนหวิวที่พลิ้วผ่าน
ใจสะท้านอ่อนโรยและโหยหา
คิดถึงคนเคยซึ้งซึ่งไกลตา
เขาจะมาไหมหนอถ้ารอคอย
…………………………………กระซิบลมที่ไล้โลมใบหญ้า
…………………………………วอนคนกล้าปลอบกมลคนเหงาหงอย
…………………………………ไม่ว่านานกี่วันฉันยังคอย
…………………………………ถึงจะน้อยใจบ้างอย่างคนตรม
เพราะเธอมีเขาแล้วแก้วชีวิต
ฉันจึงคิดเพียงกลืนความขื่นขม
และกับเธอฉันฝืนยิ้มรื่นรมย์
ซ่อนความตรมเอาไว้ในแววตา
………………………………ง….จามจุรีโอนรับกับยิ้มเศร้า
……………………………………สายลมเบาเคลียร่างอย่างกังขา
……………………………………นอนบนดินกลิ่นกรุ่นอุ่นอ้อมฟ้า
……………………………………และนิทราไร้ฝันนิรันดร…
ภัททิกานันท์ มนเทียรทอง
………พอเติบโตขึ้น…ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตทำให้เราเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดไป กลายเป็นกลอนแบบนี้…
………………เยาวชนยุคแสงสี
………โลกถึงยุคร้อนแรงด้วยแสงสี
ยามราตรีไร้ดาวเคยพราวสวย
ดวงจันทร์ซบสะอื้นไห้กายระทวย
ถูกกลืนด้วยความรุนแรงแห่งแสงไฟ
ดิสโกเทคเปิดประชันกันดาษดื่น
สเก็ตฟื้นอารมณ์ฝันอันแปลกใหม่
เด็กซิ่งรถเกลื่อนแคว้นแดนศิวิไลซ์
ศีลธรรมประจำใจใกล้เลือนลาง
เยาวชนจะก้าวไปทางไหนหนอ
ถ้าแม่พ่อรอดูอยู่ห่างห่าง
เงินใช่สิ่งทดแทนใช่แกนกลาง
ใช่นำทางให้ลูกอย่างถูกควร
เมื่อเขาขาดแรงใจไร้ความฝัน
จะเคว้งคว้าง…หวาดหวั่น…และปั่นป่วน
จะเงียบเหงา…ว้าเหว่…และเรรวน
จะผันผวนจิตใจตามวัยตน
ผู้ใหญ่พึงเอาใจใส่ให้ความรัก
เพื่อเขาจักสุขใจไม่หมองหม่น
ไม่พึ่งพายาเสพติดจนผิดคน
ไม่ดิ้นรนหาเสรีที่ผิดทาง
เยาวชนของไทยในวันนี้
ย่อมจะมีความสำคัญทางสรรค์สร้าง
หากมีคนสนใจไม่ปล่อยวาง
เป็นตัวอย่างที่ดีชี้ทางเดิน
ดึงให้เขาเข้าใกล้พระพุทธศาสน์
สร้างอำนาจศรัทธาอย่าห่างเหิน
ร่วมจรรโลงชาติไทยให้เจริญ
ไม่หลงเพลินมัวเมาเบาปัญญา
แม้เป็นยุคร้อนแรงด้วยแสงสี
หากความดีกล่อมเกลาเขารู้ค่า
เยาชนคือหลักรัฐพัฒนา
ความก้าวหน้าคงคู่ไทยไปทุกกาล.

และแบบนี้…..
………..เยาวชนยุคโลกาภิวัตน์
……มนุษย์มีความแตกต่างทางชีวิต
ทั้งต่างจิตต่างใจความใฝ่ฝัน
แต่ในความเป็นจริงสิ่งสำคัญ
คือยึดมั่นคุณธรรมนำชีวา
……………………………………….รับผิดชอบต่อหน้าที่มีระเบียบ
……………………………………….ไม่เอาเปรียบสังคมสมคุณค่า
……………………………………….ใม่ฝักใฝ่ทางผิดเสพติดยา
……………………………………….ไม่เฉยชาหยุดนิ่งทิ้งความเพียร
สะสมสร้างความดีไมตรีจิต
มากมวลมิตรสนิทแท้ไม่แปรเปลี่ยน
ปลูกปัญญาต้องเพาะหว่านจากการเรียน
วันคืนเวียนเพื่อพบประสบการณ์
………………………………………..ยุคโลกาภิวัตน์อุบัติแล้ว
………………………………………..โลกเปลี่ยนแนววิถีที่สืบสาน
………………………………………..วัฒนธรรมล้ำค่ามาช้านาน
………………………………………..ถูกรุกรานเบี่ยงเบนเกินเกณฑ์ไป
จงร่วมใจอนุรักษ์ในศักดิ์ศรี
ประเพณีชาวสยามตามผู้ใหญ่
กตัญญูรู้คิดงามจิตใจ
สร้างสรรค์ไทยเรืองอนันต์นิรันดร์กาล.
ภัททิกานันท์ มนเทียรทอง
……….จากสังคมที่เปลี่ยนแปลงแฝงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ใครบางคยคิดว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่ล้าสมัย แต่เขาไม่รู้หรอกว่า…คนอีกหลายๆชาติอิจฉาเรา…
……………………ร่วมสืบสานภาษาไทยให้ธำรง
……ภาษาไทยธำรงไทยให้คงอยู่
ช่วยเชิดชูศักดิ์ศรีไทยไปทั่วหล้า
สื่อความรู้เอื้อรัฐพัฒนา
การศึกษาก้าวไกลไม่หยุดยั้ง
องค์พ่อหลวงทรงตริดำริไว้
ถ้อยคำไทยใช้ให้ถูกต้องปลูกฝัง
รักษาเอกลักษณ์ไทยให้จริงจัง
สร้างพลังศรัทธาค่าควรเมือง
ยี่สิบเก้ากรกฎามาร่วมสรรค์
สืบสาน ‘วันภาษาไทย’ให้ลือเลื่อง
อนุรักษ์คำไทยให้รุ่งเรือง
ภาษาเมืองภาษาถิ่นแผ่นดินไทย
เอกลักษณ์เอกราชชาติสยาม
แสนงดงามล้ำค่ากว่าชาติไหน
วรรณคดีเลิศล้วนควรภูมิใจ
กวีไซร้สร้างศิลป์จินตนา
ขอวิงวอนชาวชนทุกหนแห่ง
จงร่วมแรงร่วมใจให้สมค่า
ภาษาไทยจะวิวัฒน์พัฒนา
คู่แผ่นฟ้าแดนไทยไปนิรันดร์
ภัททิกานันท์ มนเทียรทอง
ง….ถ้าจะถามว่า…ทำไมเราควรภาคภูมิใจในความเป็นไทยและภาษาไทย…ก็ขอบอกกันตรงๆว่า.เพราะภาษาไทยมีถ้อยคำที่ไพเราะที่สุดในโลก สามารถมารถกลั่นกรอง.ร้อยเรียง.สร้างสรรค์ได้อย่างหลากหลาย และผู้ที่ทำให้เราภาคภูมิใจอย่างยิ่งท่านหนึ่งก็คือ.สุนทรภู่…กวีเอกของไทยและของโลก…
…………………..ระลึกคุณสุนทรภู่ครูกลอนไทย
……โอ้รื่นรื่นชื่นกลิ่นประทิ่นร่ำ
พร่างพรมน้ำคำกรองลำยองใส
ระลึกคุณสุนทรภู่ครูกลอนไทย
นิคาลัยลับแล้วแก้วกวี
……………………………………เคยเกลากานท์สานร้อยพลอยสีรุ้ง
……………………………………นิราศรุ่งเรืองรองครองศักดิ์ศรี
……………………………………จินตนาการกว้างไกลพระอภัยมณี
……………………………………สุภาษิตสอนสตรีสิ่งดีงาม
คุณธรรมโน้มน้อมกล่อมใจจิต
แทรกสถิตติดกมลชนสยาม
ชาวโลกล้วนชื่นชมนิยมตาม
ทุกถ้อยความยามยินยังกินใจ
……………………………………ดังโคมทองส่องสวรรค์วรรณศิลป์
……………………………………ทั่วทุกถิ่นพราวพร่างสว่างไสว
……………………………………ท่านก่อร่างสร้างสรรค์วรรณคดีไทย
……………………………………แม้สมัยหมุนผ่านเนิ่นนานมา
ประนมมือตั้งจิตอธิษฐาน
ขอพรท่านดลใจไทยซึ้งค่า
วัฒนธรรมนำรัฐวัฒนา
เทิดภาษาไทยไว้ในนิรันดร์.
ภัททิกานันท์ มนเทียรทอง
…..การแต่งกลอนหลายๆครั้ง ขึ้นอยู่กับอารมณ์และสภาพสังคมในขณะนั้น บอกไม่ได้ว่าทำไม แต่รู้ว่าอะไร… งงล่ะสิ
…………………………..ส่องมนุษย์
…………….สายลมหนาวสะบัดพัดยะเยือก
……..เขากระเสือกกระสนทนหิวโหย
……..มองขยะเบื้องหน้า ล้า…อิดโรย
……..สองเท้าโกยคุ้ยหาอาหารเย็น
………………………………………พลันสายตามาปะกระดาษเก่า
………………………………………สื่อบอกเล่านิยามความเน่าเหม็น
………………………………………พ่อแม่ขายลูกสาวคราวลำเค็ญ
………………………………………หมอจำเป็นทำแท้งแล้งศีลธรรม
…………..โฆษณาแหล่งราตรีโชว์ทีเด็ด
…………..ขายภาพเซ็ตปลุกใจในยามค่ำ
…………….ลวงสาวไทยไปญี่ปุ่นวุ่นประจำ
…………….เฒ่าก่อกรรมขืนใจเด็กวัยเรียน
………………………………………พิศวาสฆาตกรรมซ่อนงำเงื่อน
………………………………………เพื่อนขายเพื่อนดาษดื่นชวนคลื่นเหียน
………………………………………ล้อมฉุดสาวบ้านนามาเวียนเทียน
………………………………………สังคมเปลี่ยนคุณธรรมต่ำกว่าเคย
……..เขาส่ายหน้าล้าระโหย…โว้ย!มนุษย์
……..ช่างแสนสุดด้อยค่านิจจาเอ๋ย
……..เขาโบกหู กระดิกหาง พลางเปรียบเปรย
……..คนละเลยศีลธรรมชี้นำทาง
………………………………………ยังยกตนข่มท่านว่าฉันแน่
………………………………………ไม่คิดแลกระจกยกส่องบ้าง
………………………………………โชคดีหมาอย่างข้ายังหน้าบาง
………………………………………หากหน้าอย่างมนุษย์คงสุดทน
……..คาบอาหารอ่อนอ่อนป้อนให้ลูก
……..แล้วฝังปลูกศรัทธา…อย่าหมองหม่น
……..ถึงแม้ใครค่อนว่า…หมาจนจน
……..ดีกว่าคนหัวใจไร้ศีลธรรม
ภัททิกานันท์ มนเทียรทอง
…………………………..ล่องเรือลำน้อย…ลอยกระทง
…………….ล่องเรือน้อยลอยกระทงลงในน้ำ
……..กระซิบคำอธิษฐานผ่านลมหนาว
……..รำลึกคุณพระคงคามาทุกคราว
……..ชีพยืนยาวเย็นชื่นรื่นฤทัย
………………………………………เสียงกลองโทนตีรับสลับร้อง
………………………………………เพ็ญโสมส่องสวยสว่างกลางฟ้าใส
………………………………………เล่นเพลงเรือโต้ตอบมอบน้ำใจ
………………………………………ธรรมเนียมไทยไทยรักษาอย่าลืมเลืือน
……..พายเรือน้อยลอยมาฝ่าน้ำหลาก
……..แสนลำบากท้อใจหาใครเหมือน
……..ทวนกระแสแต่หัวใจไม่บิดเบือน
……..ตนย้ำเตือนใจตนอดทนไว้
………………………………………หากสิ่งใดถูกต้องต้องตั้งมั่น
………………………………………การฝ่าฟันอุปสรรคจักทำได้
………………………………………แพ้ชนะรับรู้อยู่ที่ใจ
………………………………………ตามน้ำไปมีแต่แค่ปลาตาย
……..กระทงน้อยลอยไปลับไกลแล้ว
……..คงเหลือแววตาเทียนเจียนหรี่หาย
……..เบนหัวเรือวนกลับมือจับพาย
……..หยุดนิยายลอยกระทง ณ ตรงนี้
ภัททิกานันท์ มนเทียรทอง
………………………………………………………….
”””” ความรัก ความผูกพัน และมิตรภาพ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการแต่งคำประพันธ์ เพราะเวลาที่เรารู้สึกสะเทือนใจ เสียใจ หรือระลึกถึงใครสักคน เรามักจะเขียนถึงเขาด้วยหัวใจ…ไม่ใช่สมอง…
…………………………………………..
บันทึกถึงพ่อ
……….หยาดน้ำฝนรินหลั่งยังผืนหล้า
…..หยาดน้ำตารินไหลไม่ขาดสาย
…..หยาดน้ำฟ้ากลบตาที่พร่าพราย
…..โลกรอบกายมืดมนสิ้นหนทาง
…………………………………………………………………….ลูกจะทำอย่างไรยามไร้พ่อ
……………………………………………………………………ลูกจะขอพรใครในโลกกว้าง
……………………………………………………………………ลูกจะหารักใครไม่จืดจาง
……………………………………………………………………ลูกจะวางใจใครอย่างไรดี
…..ไม่มีคนเข้าใจเราเท่ากับพ่อ
…..ท่านเฝ้ารอ…ห่วงใย…ไม่หน่ายหนี
…..แววตาพ่อห่วงหาเอื้ออารี
…..พ่อปรานีปลอบปลุกลูกทุกคน
……………………………………………………………………อาการป่วยทรมานนานเท่าไหร่
……………………………………………………………………พ่อเจ็บปวดเพียงไหนไม่เคยบ่น
……………………………………………………………………มือพ่อสั่น…น้ำตาคลอ…แต่พ่อทน
……………………………………………………………………ลูกกังวล…ลูกท้อ พ่อคงรู้
…..วันสุดท้ายพ่อสดใสไม่น่าห่วง
…..เพียงภาพลวงหลอกความหวังให้ยังอยู่
…..พ่อเล่าถึงความหลังอย่างพรั่งพรู
…..ลูกมองดูพ่อยิ้มให้ไม่กังวล
……………………………………………………………………ตกตอนเย็นพ่อไอไม่ยอมหยุด
……………………………………………………………………เหงื่อพ่อผุด…เลือดพ่อไหล…ใจเราหม่น
……………………………………………………………………นั่งคอยหน้าR.C.U.อยู่ทุกคน
……………………………………………………………………ความทุกข์ทนดุจเงาล้อมเราไว้
…..แพทย์เดินเข้าเดินออกคอยบอกข่าว
…..ล้วนเรื่องราวยามสดับ…รับไม่ได้
…..พ่ออาการหนักมากยากทำใจ
…..ลูกร้องไห้เมื่อฝนหลั่งลงพรั่งพราย
……………………………………………………………………แพทย์บอกให้ลูกเข้ามาอำลาพ่อ
……………………………………………………………………ทรุดลงต่อหน้าเตียงเพียงขวัญหาย
……………………………………………………………………พ่อหลับตาทอดร่างอย่างผ่อนคลาย
……………………………………………………………………ลูกยอบกายกราบลงตรงที่นอน
…..พ่อมองดูอยู่ที่ใดได้โปรดรู้
…..ความรักอยู่ที่ใจไม่ถ่ายถอน
…..พ่อจะอยู่กับลูกนั้นนิรันดร
…..ความอาวรณ์จะประทับกับหัวใจ
……………………………………………………………………กราบวิงวอนเทวัญอันเรืองฤทธิ์
……………………………………………………………………สิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนสวรรค์อันกว้างใหญ่
……………………………………………………………………โปรดรับพ่อสู่ฟ้าสุราลัย
……………………………………………………………………สำราญในวิมานตราบกาลเทอญ
ภัททิกานันท์ มนเทียรทอง






